MENU

การบินไทย พร้อมกลับเข้ามาเทรด 4 ส.ค.นี้ ตั้งเป้างบลงทุน 5 ปีรวม 1.7 แสนล้านบาท

 24 ก.ค. 2568 00:00

บมจ.การบินไทย (THAI) เตรียมกลับเข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกครั้ง 4 ส.ค. 68 พลิกโฉมองค์กรสู่การเป็นบริษัทเอกชนที่พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น - นักลงทุน ด้วยผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์ในการสร้างการเติบโตในอนาคตที่ชัดเจน พร้อมวางงบลงทุน 5 ปี รวมกว่า 1.7 แสนล้านบาท เพื่อจัดหาเครื่องบินใหม่ขยายฝูงบิน ปรับปรุงที่นั่งเครื่องเดิม รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงฯ ขณะที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งด้วยกระแสเงินสดในมือกว่า 1.2 แสนล้านบาท


นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการและอดีตประธานคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เปิดเผยว่า การบินไทยได้ดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการและบรรลุครบถ้วนทุกเงื่อนไขอันเป็นผลสำเร็จของแผนฟื้นฟูฯ ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี นับตั้งแต่ศาลล้มละลายกลางเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการในปี 2564 โดยผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของกระบวนการฟื้นฟูกิจการอย่างชัดเจน


โดยในปี 2567 การบินไทยสามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) สูงถึง 41,515 ล้านบาท และยังคงรักษาโมเมนตัมการเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งเห็นได้จากในไตรมาส 1 ปี 2568 การบินไทยมีกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 13,661 ล้านบาท หรือคิดเป็นEBIT margin สูงที่สุดในกลุ่มสายการบินที่ให้บริการเต็มรูปแบบ (Full-Service) ในเอเชียแปซิฟิกและยุโรปที่ 26.5% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม


ประเด็นที่สำคัญคือ เรามีคณะกรรมการชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์หลากหลาย ซึ่งจะขับเคลื่อนองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับโลก นี่คือการบินไทยในโครงสร้างใหม่ที่แข็งแกร่ง พร้อมทะยานสู่ความสำเร็จในระยะยาว

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.การบินไทย กล่าวว่า หลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ THAI ออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ บริษัทมีความพร้อมในการนำหุ้น THAI กลับเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) อีกครั้งในวันที่ 4 ส.ค.68 โดยไม่มีการกำหนดราคาเปิด แต่จะเป็นการจับคู่ (Matchings) ราคาเสนอซื้อและขายที่มีเข้ามา โดย P/E ย้อนหลัง 12 เดือนของบริษัทอยู่ที่ระดับ 4.2 เท่า ขณะที่ P/E ของหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันอยู่ที่ประมาณ 6 - 7 เท่า


ส่วนภาพรวมกลยุทธ์การเติบโตของการบินไทย บริษัทได้วางกลยุทธ์ระยะยาวได้อย่างชัดเจนรวม 5 ด้าน อาทิ


1. การปรับโครงสร้างและขนาดองค์กรให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มความโปร่งใสในทุกกระบวนการดำเนินงาน สามารถตรวจสอบได้


2. การปรับโครงสร้างฝูงบินและจำนวนเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพโดยตั้งเป้าหมายว่าจะมีเครื่องบินจำนวน 150 ลำในปี 2576 ซึ่งลดจำนวนแบบเครื่องบินจาก 8 แบบก่อนเข้าแผนฟื้นฟูกิจการเหลือเพียง 4 แบบ และลดจำนวนเครื่องยนต์จาก 9 แบบเหลือ 5 แบบส่งผลให้สามารถควบคุมต้นทุนในการดำเนินงานและซ่อมบำรุงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากปัจจุบันที่ 26% เป็น 35% ภายในปี 2572 เหมือนที่เคยทำได้ในอดีตที่ผ่านมา


3. การขยายเส้นทางและความถี่ในการบินเพื่อมุ่งสู่การเป็น regional network airline เชื่อมต่อระดับภูมิภาคและระหว่างทวีป


4. การปรับปรุงบริการห้องโดยสารและช่องทางการขายเพื่อยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า


5. การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพซึ่งรวมถึงอย่างเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันเพื่อให้ใช้งานสะดวกมากยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสในการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากช่องทางการขายตรง เป็นต้น


"ทั้ง 5 ประเด็น ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ทำให้การบินไทยพร้อมสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อให้การบินไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำในอุตสาหกรรมการบินระดับภูมิภาคอย่างแข็งแกร่งในอนาคต" นายชาย กล่าว


นางเฉิดโฉม เทอดสถีรศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการบัญชี บมจ.การบินไทย กล่าวว่า THAI ได้วางแผนการลงทุนในระยะ 5 ปีข้างหน้า (68 - 72) ด้วยงบลงทุนประมาณ 170,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเการลงทุนจัดหาฝูงบินใหม่ประมาณ 120,000 ล้านบาท ปรับปรุงที่นั่งสำหรับเครื่องบินเดิม 20,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือใช้ในการซ่อมบำรุงทรัพย์สิน ระบบเทคโนโลยีช่องทางการจำหน่าย รวมถึงลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานในสนามบินสุวรรณภูมิอีก 400 ล้านบาท แต่เงินลงทุนส่วนนี้ยังไม่นับรวมกับการลงทุนโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ที่ใช้งบลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท


"ขณะนี้บริษัทมีกระแสเงินสดในมือประมาณ 120,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับการลงทุนใหม่ภายใน 1 - 2 ปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการปรับปรุงเครื่องบินเดิมที่อยู่อยู่ ส่วนเครื่องบินใหม่จะทยอยรับมอบตั้งแต่ปี 70 เป็นต้นไปนั้น บริษัทอยู่ระหว่างจัดหาข้อเสนอจากสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาต้นทุนการเงินที่เหมาะสมในการจัดหาเงินกู้ระยะยาวเพื่อรองรับการจัดหาเครื่องบินใหม่"


นางเฉิดโฉม กล่าวว่า สถานะทางการเงินของบริษัทมีความแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิมมาก สะท้อนจากความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค.67 บริษัทมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 187,989 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนต้นทุนทางการเงิน (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 41,515 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตรากำไร (EBIT Margin) 22.1% และในไตรมาสที่ 1/68 มีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 51,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน


ด้านกำไรจากการดำเนินงาน (ก่อนต้นทุนทางการเงินไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) อยู่ที่ 13,661 ล้านบาท และอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เท่ากับ 83.3% และ อัตราผลตอบแทนต่อผู้โดยสาร (Passenger Yield) เท่ากับ 2.91 ใกล้เคียงกับปีก่อน


ขณะเดียวกันบริษัทประสบความสำเร็จจากการแปลงหนี้และดอกเบี้ยตั้งพักของเจ้าหนี้เป็นทุนกว่า 53,453 ล้านบาท และเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมก่อนการฟื้นฟูกิจการและพนักงานของบริษัทฯกว่า 22,987 ล้านบาท ในปี 2567 ที่ผ่านมา ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 กลับเป็นบวกที่ 55,439 ล้านบาท จากเดิมที่ติดลบเป็นจำนวน 43,142 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2563 และสามารถลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E Ratio) เหลือเพียง 2.2 เท่า จาก 12.5 เท่า ในปี 2562


"จากข้อมูลทางการเงินข้างต้นเป็นเครื่องยืนยันถึงสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ด้วยการลดยอดหนี้ลง (Hair Cut) ในส่วนหนี้เงินต้นของเจ้าหนี้ทางการเงินและเจ้าหนี้การค้า ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ของการบินไทย โดยมีกำหนดคืนหนี้ชัดเจนแล้วตามแผนฟื้นฟูกิจการจนถึงปี 2579 ความสำเร็จนี้เป็นผลจากการทำงานอย่างหนัก วินัยทางการเงินที่เข้มงวด ตลอดจนความร่วมมือจากเจ้าหนี้พนักงานการบินไทยทุกคนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน" นางเฉิดโฉม กล่าว