
รัฐเร่งตั้ง “Data Bureau” สกัดฟอกเงิน คลังรื้อภาษีนำเข้าทองคำ เทรดออนไลน์ ธปท.คุมวงเงินลดบาทผันผวน
9 ม.ค. 2569 00:00
ภาครัฐเร่งตั้ง “Data Bureau” ยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Open API ตรวจสอบครอบคลุมทุกธุรกรรมการเงิน สะกัดทุนเทา - ดำ เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี คลังเล็งรื้อโครงสร้างภาษีธุรกิจเฉพาะภาษีนำเข้าทองคำ และภาษีเทรดผ่านแพลตฟอร์ม ขณะที่ ธปท. คุมเพดานเทรดทอง ลดค่าบาทผันผวน เริ่ม 20 ม.ค.นี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประธานสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (คณะอนุกรรมการฯ) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 9 มกราคม 2569
การประชุมครั้งนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ Data Bureau ซึ่งเป็นการยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมเงินสด เงินในระบบธนาคาร สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ และเงินตราต่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างการฟอกเงิน การไหลเวียนของเงินผิดกฎหมาย และตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรานอกระบบที่ส่งผลต่อเสถียรภาพค่าเงินบาทและระบบเศรษฐกิจไทย
โดยที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ได้เสนอแนวคิด “Connect The Dots” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผ่าน 3 มิติหลัก 1. Profile – การยืนยันตัวตนและทำ Customer Profiling เพื่อดูความสอดคล้องของตัวตน 2. Behavior –การติดตามพฤติกรรมการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อดูความสอดคล้องของพฤติกรรมเมื่อเทียบกับตัวตน 3. Inflow / Outflow – การระบุแหล่งที่มาและปลายทางของเงินและสินทรัพย์ โดยมี Data Bureau เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินในระบบเศรษฐกิจ เช่น เงินโอนในบัญชีธนาคาร กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet) การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สินทรัพย์ดิจิทัล ทองคำ ตลาดทุน และสินทรัพย์อื่น เป็นต้น
พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินมาตรการยกระดับการกำกับดูแลและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทางการเงินให้ครอบคลุมและครบถ้วนภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ดังนี้
1. สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) พิจารณาเพิ่มบทบาทในเชิงรุกในฐานะหน่วยงานหลักในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมที่อาจเกิดขึ้นผ่านทองคำจริง และ Online Gold ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมทองคำจริง เช่น การปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำของร้านค้าทองคำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของผู้ซื้อ - ขายทองคำ เป็นต้น
2. ธนาคารแห่งประเทศไทย พิจารณาดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์เพื่อให้ร้านค้าทองคำรายงานข้อมูลธุรกรรมซื้อ - ขายทองคำ เช่น ข้อมูลการซื้อ - ขายทองคำในลักษณะ Online Gold รายธุรกรรม รูปแบบการชำระเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดเงื่อนไขการดำเนินธุรกรรมซื้อ - ขายทองคำในลักษณะ Online Gold ในสกุลเงินบาท เป็นต้น
3. กระทรวงการคลัง พิจารณากำหนดให้ผู้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะ Online Gold นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อ - ขายทองคำเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าบริการออนไลน์ ตลอดจนพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax : SBT) หรือภาษีประเภทอื่นๆ จากผู้ซื้อ - ขายทองคำและร้านค้าทองคำที่ซื้อ - ขายทองคำมูลค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกิดฐานข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายทองคำอีกทางหนึ่ง
4. สำนักงานคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงาน ปปง. ร่วมพิจารณาผลักดันให้เกิดการนำหลักเกณฑ์การส่งต่อข้อมูลระหว่างผู้โอนและผู้รับโอน (Travel Rule) มาใช้ในการจัดเก็บและติดตามธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่โอนผ่านผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล โดยสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมกับสำนักงาน ปปง. ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่สำนักงาน ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินต่อไป

เชื่อมโยงข้อมูลปราบปรามทุนเทา - ทุนดำ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อหาแนวทางในการปิดช่องโหว่ของกฎหมายในมิติต่างๆ ที่เกิดจากนวัตกรรมทางการเงินที่ทันสมัยขึ้นในปัจจุบัน จากธุรกรรมการเงินต้องสงสัย หรือเงินเทา เงินดำ
โดยเบื้องต้น จะดำเนินการผ่านข้อกำหนด OpenAPI เพื่อเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นต้น ผ่านระบบของ ITMX รวมถึงจะมีการยกระดับกระบวนการตรวจสอบผ่านการยืนยันตัวตนของประชาชน (KYC) และการยืนยันตัวตนสำหรับร้านค้าที่ให้บริการ (KYM) ให้เข้มข้นมากขึ้น
ทั้งนี้ ในส่วนของทองคำที่ปัจจุบันยังไม่มีใครกำกับดูแลนั้น ในระยะแรกจะให้แต่ละหน่วยงานใช้กฎหมายที่มีทั้งหมดที่สามารถเอื้อมไปถึงการกำกับดูแลทองในแต่ละส่วนเร่งดำเนินการไปก่อน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกรมสรรพากร
"นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปรามทุนเทา ทุนดำอย่างมาก เพราะธุรกรรมเงินเทา-เงินดำนี้ เขาเคยมองว่าไทยเป็นสวรค์ของการฟอกเงิน แต่ในช่วง 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา เราตรวจขันเข้มงวดมากขึ้นในการเปลี่ยนสวรรค์ของการฟอกเงิน ให้เป็นนรกในการฟอกเงิน บนเครื่องมือทั้งหมดที่มี ขณะที่การดำเนินการในส่วนไหนที่ยังทำไม่ได้ ก็จะต้องรอรัฐบาลใหม่เข้ามาเขียนกฎ กติกาเพิ่มเติมต่อไป" นายเอกนิติ กล่าว

คลังเล็งรีดภาษีธุรกิจเฉพาะนำเข้าทอง ซื้อขายทองผ่านแพลตฟอร์ม
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าของการควบคุมธุรกรรมการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์ม ว่า สิ่งที่กระทรวงการคลังอยู่ระห่างดำเนินการ 2 - 3 เรื่อง ได้แก่
1. เตรียมออกประกาศกระทรวงการคลังกำหนดให้มีการ KYC ในการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และ ธปท. อยู่ระหว่างการยกร่างประกาศดังกล่าว ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์ รายละเอียดทั้งหมด เพื่อเป็นการรู้จักคนที่จะเข้ามาทำธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างชัดเจนมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการประกาศใช้ต่อไป
2. กรมสรรพากร จะมีการออกระเบียบเพื่อกำหนดการซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จะต้องมีการจัดทำบัญชีพิเศษแยกออกมาจากการซื้อขายสินค้าทั่วไป และผู้ประกอบการจะต้องมีหน้าที่รายงานข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายให้กรมสรรพากร เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมที่เกิดขึ้น
3. อยู่ระหว่างดำเนินการให้มีการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะกับการซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์ม หรือการซื้อขายแบบกระดาษ โดยเรื่องนี้ต้องดำเนินการผ่านพระราชกฤษฎีกา ต้องใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดังนั้นในส่วนนี้อาจจะต้องมาดูว่าในกรณีที่เป็นรัฐบาลรักษาการจะดำเนินได้แค่ไหน อย่างไร
ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้กรมศุลกากร ไปดูความเหมาะสมในการเก็บภาษีนำเข้าทองคำ ว่าควรมีการดำเนินการหรือไม่ ถ้ามีจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งในส่วนนี้ยังต้องใช้เวลาในการทำการบ้านอย่างละเอียดก่อน

ธปท. เตรียมคลอดมาตรการคุมเข้มแลกเปลี่ยนเงินตราธุรกรรมค้าทองหลัง 20 ม.ค.
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.ได้ดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินในส่วนของการรายงานข้อมูลธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับทองคำเรียบร้อยแล้ว โดยหลังจากนี้ จะนำส่งให้ รมว.คลัง และประกาศให้มีผลต่อไป ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้หลังวันที่ 20 มกราคม 69
สำหรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวนั้น จะให้อำนาจ ธปท.เข้าไปตรวจสอบธุรกรรมการซื้อขาย รวมถึงกำหนดลิมิตสำหรับการซื้อขายทองคำบนแอปพลิเคชันต่อคนต่อวันต่อธุรกรรมด้วย เช่น กำหนดลิมิตสำหรับบุคคลธรรมดาในการซื้อขายทองคำไว้ที่ไม่เกิน 100 - 200 ล้านบาท/คน/วัน/ธุรกรรม ซึ่งหากเกินกว่านี้ อาจจะต้องขออนุญาต เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาท
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้ผู้ให้บริการ E-wallet มีการกำหนดลิมิตการใช้จ่ายต่อวัน และหลังจากนี้จะมีการออกหลักเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐานกลางออกมาว่าจะมีการกำหนดลิมิตเพื่อควบคุมการใช้จ่ายต่อวันที่เท่าไหร่ ขณะเดียวกันในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer) นั้น ได้มีการกำหนดเพดานในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ที่ 8 แสนบาท/คน/วัน จากเดิมที่ไม่มีลิมิตเลย

ก.ล.ต.ออกเกณฑ์Travel Rule ตรวจเส้นทางสินทรัพย์ดิจิทัล
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ขณะนี้ ก.ล.ต. อยู่ระห่างการเตรียมออกแนวปฏิบัติในการใช้หลักการ Travel Rule เพื่อให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย รวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายระหว่างกระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ของบุคคลที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้โอนและผู้รับได้ ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกแนวทางปฏิบัติดังกล่าวได้ภายในไตรมาส 1/2569




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด