
สภาทองคำโลก ชี้ปี 68 คนไทยลงทุนทองคำสูงสุดในรอบ 12 ปี มูลค่าทะลุ 6 พันล้านดอลลาร์
29 ม.ค. 2569 00:00
สภาทองคำโลก (WGC) เผยความต้องการทองคำทั่วโลก ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 5,000 พันตัน มูลค่าการลงทุนรวมทั้งปี 5.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คนไทย ลงทุนทองคำสูงสุดในรอบ 12 ปี มูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปี 69 แนวโน้มยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย
สภาทองคำโลก (World Gold Council : WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มความต้องการทองคำประจำปี 2568 โดยระบุว่าความต้องการทองคำทั่วโลก ทะลุสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,002 ตัน ในปีที่ผ่านมา โดยไตรมาสที่ 4 ได้ทำสถิติใหม่และตอกย้ำความแข็งแกร่งในปีที่โดดเด่นสำหรับทองคำ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่ยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง ผลักดันให้เกิดการลงทุนในทองคำอย่างมหาศาลด้วยมูลค่าการลงทุนรวมทั้งปีอยู่ที่ 5.55 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับประเทศไทยได้มีการลงทุนสูงสุดในรอบปีนับตั้งแต่ปี 2561 โดยมูลค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 12 ปีที่ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังสะท้อนความสนใจจากผู้บริโภคค้าปลีกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การซื้อขายผ่านบัญชีออนไลน์เพิ่มมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งได้ดึงความต้องการบางส่วนออกจากผลิตภัณฑ์ทองคำแท่งในตลาดค้าปลีก
นายเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ทองคำได้เริ่มต้นปี 2569 อย่างแข็งแกร่งด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ในสกุลเงินหลักทั่วโลก รวมถึงเงินบาทไทย และทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นที่เรียบร้อย ประเทศไทยยังคงเห็นถึงแรงสนับสนุนจากนักลงทุนที่แข็งแกร่ง สะท้อนถึงบทบาทของทองคำในฐานะทั้งเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินและสินทรัพย์สำรองมูลค่าในระยะยาว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ควบคู่ไปกับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนและธนาคารกลางทั่วโลก แม้ราคาอาจมีความผันผวนในระยะสั้นภายหลังการปรับตัวขึ้นล่าสุด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทองคำมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้นในปี 2569
ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนจากทั่วโลกแตะระดับสถิติใหม่ที่ 2,175 ตัน และเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ทองคำมีผลงานโดดเด่นและทำลายสถิติในปีที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกที่แสวงหาสินทรัพย์ปลอดภัยและการกระจายความเสี่ยง ต่างหันมาลงทุนในกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) ทองคำเป็นจำนวนมาก โดยเพิ่มขึ้น 801 ตันตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ นักลงทุนยังหันมาซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำ ส่งผลให้ความต้องการทั่วโลกแตะระดับ 1,374 ตัน ด้วยมูลค่าสูงถึง 1.54 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สองตลาดใหญ่ที่มีการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างจีน (เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) และอินเดีย (เพิ่มขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของความต้องการโลกในกลุ่มทองคำแท่งและเหรียญทองคำ
ในส่วนของภูมิภาคอาเซียน ปริมาณการซื้อทองคำแท่งและเหรียญทองคำในเกือบทุกตลาดพุ่งสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของมูลค่าการลงทุน โดยประเทศไทยมีการเติบโตด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำเพิ่มขึ้นถึง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงความต้องการสำหรับทองคำในระดับสูงอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 โดยมียอดซื้อสุทธิรวมทั้งสิ้น 863 ตัน แม้ว่าอุปสงค์รายปีจะอยู่ต่ำกว่าระดับ 1,000 ตันที่เคยทะลุไปในช่วงสามปีก่อนหน้า แต่การซื้อทองคำของธนาคารกลางยังคงเป็นปัจจัยสำคัญและเสริมแรงให้กับภาพรวมอุปสงค์ทองคำโลก
ท่ามกลางราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ระดับความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกยังคงปรับตัวลดลงตามที่คาดการณ์ไว้ตลอดทั้งปี โดยลดลง 18% เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยความต้องการทองคำเครื่องประดับของประเทศไทยในปี 2568 สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดโลกด้วยการปรับตัวลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม มูลค่ารวมของทองคำเครื่องประดับทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ระดับ 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของทองคำสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว
อุปทานทองคำโดยรวมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน ด้วยปริมาณการผลิตจากเหมืองแร่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3,672 ตัน ในขณะที่การรีไซเคิลทองคำเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 3% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับราคาทองคำที่สูงขึ้น
นายหลุยส์ สตรีท (Louise Street) นักวิเคราะห์การตลาดอาวุโส ของสภาทองคำโลก กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีที่เห็นถึงระดับความต้องการทองคำและราคาทองคำทะยานขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนต่างซื้อและถือครองทองคำในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เป็นพื้นฐาน โดยความต้องการด้านการลงทุนโดดเด่นเป็นพิเศษเมื่อนักลงทุนแห่ซื้อทองคำผ่านช่องทางต่างๆ
ในขณะที่ทองคำกลุ่มอื่นต่างมีบทบาทสนับสนุนที่สำคัญ ความต้องการทองคำเครื่องประดับลดลงเพียง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ทั้งที่ราคาเพิ่มขึ้นถึง 67% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคแม้ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม และธนาคารกลางทั่วโลกยังคงมุ่งมั่นเสริมสร้างทุนสำรองระหว่างประเทศ
นายหลุยส์ กล่าวเสริมว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายในปี 2569 แรงส่งของความต้องการทองคำที่แข็งแกร่งจากปีที่แล้วยังคงมีแนวโน้มที่จะผลักดันต่อไป เพียงช่วงเดือนแรกของปีนี้ ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นเกิน 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่านักลงทุนจะยังคงใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก”




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด