
GULF โชว์ปี 68 กำไรจากการดำเนินงานเฉียด 2.9 หมื่นล้าน ตั้งเป้าปีนี้รายได้โตอีก 10 - 15%
17 ก.พ. 2569 00:00
บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ปี 69 โกยรายได้รวม 135,596 ล้านบาท กำไรจากการดำเนินงาน (core profit) 28,776 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 86,562 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกำไรจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH กว่า 56,120 ล้านบาท บอร์ดใจป้ำอนุมัตจ่ายปันผลรวม 3.25 บาทต่อหุ้น ขณะที่ปี 69 คาดรายได้โตอีก 10 - 15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการใหม่ที่ทยอยเปิดดำเนินการ
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 โดยมีรายได้รวม (total revenue) อยู่ที่ 135,596 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จาก 124,622 ล้านบาท ในปี 2567 และมีกำไรจากการดำเนินงาน (core profit) เพิ่มขึ้น 33% จาก 21,572 ล้านบาท ในปี 2567 เป็น 28,776 ล้านบาท ในปี 2568 ขณะที่กำไรสุทธิ (net profit) อยู่ที่ 86,562 ล้านบาท ในปี 2568 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกำไรจากการรวมธุรกิจ (gain from amalgamation) กับ INTUCH จำนวน 56,120 ล้านบาท
ทั้งนี้ เนื่องจากการควบรวมธุรกิจกับ INTUCH แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 บริษัทฯ จึงจัดทำข้อมูลทางการเงินรวมเสมือน (Pro forma) เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงาน โดยแสดงผลการดำเนินงานจริงของบริษัทใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 รวมกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับงวดสามเดือนตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 และเปรียบเทียบกับข้อมูลทางการเงินรวมเสมือนสำหรับปี 2567 บนสมมติฐานว่าบริษัทใหม่ถือหุ้นใน AIS ในสัดส่วนร้อยละ 40.44 ตั้งแต่ปี 2567
นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลการจ่ายเงินปันผล สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัท งวดระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จากกำไรสุทธิในอัตรา 1.05 บาทต่อหุ้น พร้อมให้เสนอพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลพิเศษจากกำไรสุทธิให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 2.20 บาท รวมจ่ายเงินปันผล 3.25 บาท สำหรับจำนวนหุ้น 14,939,837,683 หุ้น รวมเป็นเงินประมาณ 48,554 ล้านบาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล(Record Date) วันที่ 4 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผล 7 พฤษภาคม 2569

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2569 นางสาวยุพาพิน กล่าวว่า บริษัทฯ คาดผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยคาดรายได้จะเติบโตขึ้นประมาณ 10 - 15% จากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดดำเนินการของโครงการใหม่ ซึ่งในปีนี้โครงการโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 695 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศจำนวน 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นโครงการ solar farms 4 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 321 เมกะวัตต์ และโครงการ solar BESS 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 302 เมกะวัตต์
ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี (CM WTE) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 และโครงการsolar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีก 63 เมกะวัตต์ ในปีนี้
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ในประเทศสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากค่า Capacity Payment ที่ปรับเพิ่มขึ้นเนื่องจากความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก data center เพิ่มขึ้นอย่างมาก ในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทยอยปลดระวางลง โดยค่า Capacity Payment จะปรับเพิ่มขึ้นอีกในช่วงกลางปี 2569 จาก 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน เป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน
ในส่วนของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (M81) ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในขณะที่โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา (M6) มีกำหนดเปิดดำเนินการในช่วงไตรมาส 3/2569

สำหรับธุรกิจทรัพยากร ในปี 2569 บริษัทฯ มีแผนขยายการนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 70 ลำ หรือประมาณ 4 - 5 ล้านตัน เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มโรงไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จาก shipper fee ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ LNG optimization เพื่อบริหารจัดการการนำเข้า การขนส่ง และการจำหน่าย LNG อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สถานีรับ – จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG terminal) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/2572
นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2569 จะได้รับแรงหนุนจากส่วนแบ่งกำไรและเงินปันผลรับจาก AIS ที่เพิ่มขึ้น ตามผลประกอบการที่แข็งแกร่งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการ 5G การเพิ่มขึ้นของ ARPU และการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะต้นทุนการใช้คลื่นความถี่ที่ลดลงภายหลังจากการชนะการประมูลคลื่นความถี่ 2100 MHz

ในขณะที่กลุ่มธุรกิจศูนย์ข้อมูลและคลาวด์จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในปี 2569 โดยจะเป็นปีแรกที่บริษัทฯ รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีของศูนย์ข้อมูล GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการ GSA02 ซึ่งมีขนาด 38 เมกะวัตต์ และโครงการ GSA03 ซึ่งมีขนาดกำลังการให้บริการไม่เกิน 100 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการพัฒนาและมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2570 โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าขยายกำลังการให้บริการศูนย์ข้อมูลมากกว่า 500 เมกะวัตต์ภายใน 3- 5 ปีข้างหน้า
ส่วนของธุรกิจคลาวด์ ภายหลังจากความร่วมมือกับ Google เพื่อดำเนินธุรกิจการให้บริการระบบคลาวด์ Google Distributed Cloud air-gapped แล้ว บริษัทฯ ได้ต่อยอดความร่วมมือกับ Google ภายใต้ข้อตกลง Strategic Framework Agreement เพื่อร่วมกันศึกษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโซลูชั่นด้าน AI ในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของกลุ่มบริษัทฯ สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันที่รองรับทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) อาทิ ภาคการเงิน การแพทย์ โทรคมนาคม และหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไป (B2C) ตลอดจนการยกระดับกระบวนการดำเนินงานภายในด้วยเทคโนโลยี Agentic AI ซึ่งจะสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน Sovereign Cloud สำหรับภาครัฐ ระบบธนาคารไร้สาขา (Virtual Banking) และการเพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายโทรคมนาคม อันจะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงาน ประสบการณ์ลูกค้า และความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มบริษัทฯ ในระยะยาว
บริษัทฯ มีแผนออกหุ้นกู้วงเงินรวมประมาณ 30,000 – 35,000 ล้านบาทในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเสนอขายให้แก่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อนำเงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าวไปชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน ตลอดจนรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด