MENU

ปตท.ลุยเพิ่มเงินสดแตะ 1 แสนล้าน สิ้นปี 69 เร่งปิดดีลพันธมิตร “พีทีที แทงค์” - ธุรกิจปิโตร การกลั่น

 27 ก.พ. 2569 00:00

ปตท. เดินหน้าเพิ่มกระแสเงินสด 8.3 ล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 1 แสนล้าน ภายในปี 69 ตามกลยุทธ์ Asset Monetization ด้วยการดึงพันธมิตรระดับโลกร่วมทุนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (R&P) คาดได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้ พร้อมจัดทัพเข้าโครงการ JUMP+ สร้างความเชื่อมั่นตลาดทุน หลังโชว์แกร่งผลงานปี 68 ประกาศจ่ายปันผลพิเศษครั้งแรกแก่ผู้ถือหุ้น


นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) เปิดเผยถึง แผนการดำเนินงานในปี 2569 ว่า ในปีนี้ ปตท.ยังเดินหน้าการเพิ่มกระแสเงินสดให้ได้ครบตามเป้าหมายตั้งไว้จำนวน 100,000 ล้านบาท ตามกลยุทธ์ Asset Monetization (A1) ภายในระยะเวล 2 ปี (2568 - 2569) หรือเพิ่มอีกประมาณ 83,000 ล้านบาท จากปี 2568 ที่ผ่านมาได้ดำเนินการสำเร็จแล้ว 17,000 ล้านบาท


โดยจะมีแหล่งที่มาจาก 2 ทางหลัก คือ จากการหาพันธมิตรร่วมทุนในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานของปตท. โดยปตท.จะขายหุ้นบางส่วนในบริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT Tank) และการพันธมิตรร่วมทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (R&P) ประกอบด้วย บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (TOP), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ซึ่งทั้งสองแนวทางอยู่ระหว่างการเจรจาคาดจะได้ความชัดเจนและสามารถสรุปได้ภายในปีนี้


นายคงกระพัน กล่าวว่า แนวทางการดำเนินธุรกิจ ปตท. ยังคงดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความสมดุลพลังงาน 3 ด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงานในราคาที่แข่งขันได้ (Affordability/Competitiveness) และความยั่งยืน (Sustainability) ตามพันธกิจการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีผลการดำเนินงานที่สำคัญตามแผนกลยุทธ์ ประกอบด้วย


ธุรกิจ Hydrocarbon and Power ที่เป็นธุรกิจหลัก มุ่งเน้นขยายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ธุรกิจสำรวจและผลิต เพิ่มกำลังการผลิตในโครงการต่างๆ ได้แก่ แหล่งอาทิตย์ แหล่งสินภูฮ่อม และพื้นที่พัฒนาร่วมไทย–มาเลเซีย (Malaysia - Thai Joint Development Area : MTJDA) เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน อีกทั้งลงทุนเพิ่มเติมในแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบกในประเทศแอลจีเรีย


ขณะเดียวกัน ปตท. เร่งสร้างการเติบโตธุรกิจ Liquefied Natural Gas (LNG) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player โดยมีแผนขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2573 และเพิ่มเป็น 15 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2578 ซึ่งปีที่ผ่านมา ปตท. มีการค้า LNG ปริมาณ 3.3 ล้านตัน รวมถึงมีการลงนามสัญญาระยะยาวเพื่อจัดหา LNG จำนวน 1.6 ล้านตัน พร้อมแสวงหาการเติบโตในต่างประเทศ


ธุรกิจ Non-Hydrocarbon ปรับโครงสร้างธุรกิจ EV ตามกลยุทธ์ Smart Exit ทำให้ได้รับเงินสดกลับมากว่า 13,000 ล้านบาท จากการลดสัดส่วนการถือหุ้นบริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (Horizon Plus) การขายเงินลงทุนในหุ้นของ CATL รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด อีกทั้งปลดล็อคศักยภาพธุรกิจ Life Science ผนึกพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ เสริมการเติบโตแบบพึ่งพาตนเอง (Self-Funding) พร้อมรุกตลาดยาสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัท New Alvogen Group Holdings Inc. (Alvogen US)

กลุ่ม ปตท. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความยั่งยืนเข้าสู่ธุรกิจ ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ควบคู่กับการผลักดันธุรกิจไฮโดรเจนและการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage : CCS) โดยโครงการ CCS ที่แหล่งอาทิตย์ตั้งเป้าเริ่มกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปี 2571 โดยมีศักยภาพในการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด 1 ล้านตันต่อปี พร้อมทั้งขับเคลื่อนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบนร่วมกับภาครัฐต่อเนื่อง


ขณะที่ธุรกิจไฮโดรเจน ร่วมมือกับพันธมิตรผลักดันการใช้แอมโมเนียคาร์บอนต่ำสำหรับโรงไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม พร้อมขยายผลจากแนวคิดสู่การลงมือทำ กลุ่ม ปตท. จึงจัดงาน “Sustainability Spark by PTT Group 2026” โดยมีผู้นำด้านนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ ภาคธุรกิจทั่วโลก และประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 11,000 คน และสร้างโอกาสความร่วมมือให้แก่ 122 องค์กร


นอกจากการบริหารจัดการตามแผนกลยุทธ์อย่างมีประสิทธิภาพ ปตท. ยังคงมุ่งมั่นสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นและดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างต่อเนื่อง โดยจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินและสร้างความเชื่อมั่นในสถานะการเงินขององค์กรต่อนักลงทุนและผู้ถือหุ้น รวมถึงมีแผนเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุนไทย ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และจะมีการเปิดเผยรายละเอียดพร้อมกันอีกครั้ง


สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมา ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 90,166 ล้านบาท พร้อมจ่ายเงินปันผลในอัตรา 2.30 บาทต่อหุ้น โดยเป็นเงินปันผลจ่ายสำหรับผลประกอบการประจำปี 2.10 บาทต่อหุ้น และเพิ่มเงินปันผลพิเศษเป็นครั้งแรกอีก 0.20 บาทต่อหุ้น ในขณะเดียวกันยังคงรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่แข็งแกร่ง สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่งมั่นคง พร้อมรองรับการเติบโตตามกลยุทธ์ในอนาคตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น