MENU

GGC ประกาศขับเคลื่อนกลยุทธ์ “GGC Taking the Future” พลิกทำกำไร ดันรายได้โต 20%

 4 มี.ค. 2569 00:00

บมจ.โกลบอลกรีนเคมิคอล (GGC) ประกาศกลยุทธ์การเติบโตครั้งสำคัญ “GGC Taking The Future” ปี 69 มุ่งสร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ พลิกทำกำไร ผลักดันรายได้โต 20% และ EBITDA เติบโต 10% ก่อนจะแตะ 1,200 ล้านบาท ในปี 73 พร้อมมองวิกฤตตะวันออกกลางเป็นโอกาส เสนอรัฐเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจากเดิม 5% (B5) เป็น 10% (B10) หวังลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และช่วยประหยัดเม็ดเงินได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 25,000 ล้านบาท


นายกฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจว่า ในปี 2569 แม้ประเทศไทยและ ภาคอุตสาหกรรม จะยังคงเผชิญความท้าทาย รอบด้าน ทั้งจากความตึงเครียด ทางภูมิรัฐศาสตร์ นโยบายกำแพงภาษี ความผันผวนของ เศรษฐกิจโลก และราคาพลังงานที่ปรับตัว ตามกลไกตลาด แต่ GGC มีความพร้อม ในการรับมือและปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าว และด้วยศักยภาพ ด้านความยืดหยุ่นทางการเงิน (Financial Resilience) ที่แข็งแกร่ง บริษัทฯ มีการบริหารจัดการ สภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ที่เป็นบวกอย่างต่อเนื่อง และยังคงรักษาสถานการณ์เป็นบริษัท ที่ปราศจากภาระหนี้ (Debt-Free Company) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่พร้อมรองรับ การเติบโตตามยุทธศาสตร์ระยะยาวของบริษัทฯ


โดยในปี 2569 GGC เดินหน้ากำหนดแผนการดำเนินธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “GGC Taking the Future” เพื่อตอกย้ำ เจตนารมณ์ ในการขับเคลื่อน องค์กรอย่างมุ่งมั่นและมีทิศทาง ชัดเจน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ยกระดับศักยภาพการแข่งขัน สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมกำหนดอนาคตขององค์กร ด้วยความรับผิดชอบและการเติบโตยั่งยืน ผ่าน 3 กลยุทธ์ หลักสำคัญ ได้แก่


1. Take Cost Competitiveness : ยกระดับความสามารถ ในการแข่งขันด้านต้นทุน โดยตั้งเป้าลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง 150 ล้านบาท ผ่านการบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดต้นทุนต่อหน่วยอย่างเป็นระบบ ด้วยการขับเคลื่อน Internal Transformation, Process Optimization และ Technology Shift เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและ เสริมความแข็งแกร่ง เชิงการแข่งขัน


ปัจจุบัน GGC มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีแผนลงทุน ปี 2569 จำนวน 400 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ สะท้อนถึงศักยภาพในการบริหารความยืดหยุ่น (Financial Resilience) ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก เรายังคงรักษาฐานะการเป็น “Debt-Free Company” ได้อย่างมั่นคง โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมกว่า 10,332 ล้านบาท และด้วยกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัทฯ ได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการลงทุน (CAPEX) เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการบริหารสภาพคล่องผ่านการลงทุนในเงินฝากระยะสั้น รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ในการดำเนินงาน อย่างมีประสิทธิภาพ


2. Take Growth & Value : เร่งสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างเป็นระบบ ผ่านการขยายกำลังการผลิต Fatty Alcohol อีก10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการตลาดและเสริมศักยภาพการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์เชิงพาณิชย์แบบ Data-Driven และการใช้โมเดลธุรกิจ Tolling/Trading เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างผลกำไรอย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าผลักดันรายได้จากผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Products : HVP) เติบโต 20% ผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่


2.1. กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) ซึ่งจะเปิดตัว Bio NutriSorb อิมัลชั่น ชีวภาพ สำเร็จรูปสำหรับผสมอาหารสัตว์ และขยายไลน์ Nutralist ด้วย Vitamin C Plus รองรับแนวโน้มการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน


2.2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) โดยบริษัทฯ จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ภายใต้ Nutralist ได้แก่ Phyto Activ Plus ช่วยดูแลเรื่องคอเลสเตอรอล สุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ


2.3. กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) เปิดตัว C12-14 Alkyl/Benzoate (ABZ) วัตถุดิบสำหรับ Skincare และ Cosmetics เพื่อเจาะตลาดความงามที่เติบโต โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสากล


2.4. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานในอุตสาหกรรม (Industrial Application) ผลักดัน Biosovell สำหรับภาคเกษตร (Biochemical for Agriculture) และอุตสาหกรรมสี (Paint) เน้นสารเคมีชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องมาตรฐานความยั่งยืน/คาร์บอนต่ำ


3. Take Sustainability Forward : สร้างความยั่งยืน ให้เป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจ และข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขัน โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการ Carbon Credit Program จากสวนปาล์มต้นแบบกว่า 5,000 ไร่ และเตรียมความพร้อมด้าน EUDR เพื่อสร้างระบบ Traceability ครบตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ของโรงงานผ่านโครงการ Biogas และการเพิ่มประสิทธิภาพ พลังงาน (Energy Efficiency) เพื่อมุ่งสู่การลด GHG Emission อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้าง GGC ให้ชนะด้วยต้นทุน เติบโตด้วยพอร์ตที่ใช่ และยั่งยืนแบบวัดผลได้


"เรามีความเชื่อมั่นว่า GGC จะสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่วางไว้ และมีโอกาสที่ผลการดำเนินงานจะพลิกกลับมาเป็นบวก จากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิกว่า 683 ล้านบาท ด้วยการเสริมศักยภาพในด้านต่างๆ เดินหน้าขับเคลื่อนตามแนวคิด “GGC Taking The Future” ของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่องค์กร และการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตที่มั่นคง และยั่งยืนให้สังคม และประเทศไทย พัฒนาและยกระดับองค์กร สู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคต ตามวิสัยทัศน์ TO BE A LEADING GREEN CHEMICAL COMPANY BY CREATING SUSTAINABLE VALUE หรือ เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์เคมี เพื่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนพลังแห่งการสร้างสรรค์ เพื่อคุณค่าที่ยั่งยืน” นายกฤษฎา กล่าว

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางนั้น นายกฤษฎา กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบราคาพลังงาน ค่าขนส่ง ต่อระบบโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อปี หรือประมาณ 50% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ในประเทศ นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และในจำนวนนี้ 30 - 40% ถูกนำไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซล ขณะที่ GGC นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 12% ส่วนที่เหลือนำเข้าจากแหล่งอื่น อาทิ อเมริกาใต้และแอฟริกา


"สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้น เพื่อลดความเสี่ยง GGC เห็นว่าการปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้ ไบโอดีเซลจาก 5% (B5) เป็น 10% (B10) จะเป็นทางรอดและเป็นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของไทย โดยทางกลุ่มปตท.จะนำเสนอให้กับรัฐบาลพิจารณา หากได้รับความเห็นชอบ GGC มีความพร้อมในการดำเนินการได้ทันที และจะสามารถช่วยลดการนำเข้าน้ำมันได้ประมาณ 25,000 ล้านบาท"