MENU

“บลูเบลล์” ประเมิน 3 ฉากทัศน์สงครามตะวันออกกลาง น้ำมันพุ่ง 100 ดอลลาร์ กระทบต้นทุนแทบทุกอุตสาหกรรม

 9 มี.ค. 2569 00:00

บล.บลูเบลล์ ประเมินสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ระบุว่า ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้ง WTI และ Brent หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในภูมิภาค ความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงท่าทีของสหรัฐฯ ที่อาจขยายปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันส่งแรงสั่นสะเทือนอย่างมีนัยสำคัญต่อทั้งตลาดพลังงานและตลาดการเงินทั่วโลก


หนึ่งในประเด็นที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด คือความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งรองรับการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลก สถานการณ์ล่าสุดยิ่งน่ากังวล เมื่อคูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เริ่มทยอยลดกำลังการผลิต ขณะที่อิรักก็ปิดบางแหล่งผลิตตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านการขนส่ง หลังเรือบรรทุกน้ำมันไม่สามารถเดินเรือได้ตามปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในคลังสะสมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว


ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคยังคงเปราะบาง หลายประเทศในอ่าวเปอร์เซียยังคงเผชิญแรงกดดันจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน คูเวตสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้ 3 ลูกและโดรน 2 ลำ แต่โดรนบางส่วนยังคงฝ่าแนวป้องกันเข้าโจมตีบริเวณใกล้สนามบินคูเวต จนทำให้คลังเชื้อเพลิงเกิดระเบิด ด้านบาห์เรนก็ได้รับความเสียหายเช่นกัน เมื่อโรงผลิตน้ำจืดถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย ภาพรวมทั้งหมดนี้ยิ่งตอกย้ำความกังวลว่าความขัดแย้งที่เริ่มต้นในมิติการทหาร อาจลุกลามและขยายตัวไปสู่ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจในวงกว้างได้ในที่สุด


อีกด้านหนึ่ง รายงานล่าสุดระบุว่า Donald Trump กำลังพิจารณาส่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษเข้ายึดสต็อกยูเรเนียมของอิหร่าน ท่ามกลางความกังวลว่ายูเรเนียมที่เข้าใกล้ระดับอาวุธนิวเคลียร์อาจถูกเคลื่อนย้ายออกไปก่อน สถานการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางทหารธรรมดา หากแต่ได้ยกระดับกลายเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงระดับภูมิภาคและเสถียรภาพของตลาดโลก


3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นในระยะถัดไป


คำถามสำคัญในเวลานี้ อาจไม่ใช่เพียงว่าสงครามจะจบเมื่อไร แต่อยู่ที่ว่าทิศทางของสหรัฐฯ จะเดินไปทางไหนต่อ เพราะท่าทีต่ออิหร่านเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ตั้งแต่การมุ่งเป้าไปที่โครงการนิวเคลียร์ ไปจนถึงการแสดงบทบาทต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในอิหร่าน ดังนั้น หากประเมินผลกระทบต่อราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก เราอาจแบ่งภาพออกได้เป็น 3 ฉากทัศน์หลักดังนี้


Worst Case Scenario


หากสงครามยืดเยื้อและอิหร่านตอบโต้ในระดับที่กระทบต่อ Supply น้ำมันอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อ โดย Bloomberg Economics ประเมินว่าราคาน้ำมันอาจเพิ่มขึ้นราว 4% ทุกครั้งที่ Supply หายไป 1% ซึ่งอาจผลักให้ราคาน้ำมันขึ้นไปแตะระดับ 100 – 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ไม่ยาก


ในกรณีนี้ ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาคพลังงาน แต่จะลามไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้าง เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของแทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งการขนส่ง การผลิต และบริการ สุดท้ายธนาคารกลางทั่วโลกจะต้องเผชิญกับโจทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้นในการกำหนดนโยบายการเงิน ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกมีแนวโน้มเผชิญแรงขายต่อเนื่อง


Base Case Scenario


ในกรณีฐาน การโจมตีระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่เริ่มมีสัญญาณว่าความรุนแรงอาจไม่ยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนการตอบโต้กันเริ่มลดลง ขณะที่การขนส่งน้ำมันบางส่วนเริ่มกลับมาดำเนินได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้จะยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มที่ ภายใต้สถานการณ์นี้ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและผันผวนเป็นช่วงๆ หลังจากปรับตัวขึ้นแรงในระยะแรก ส่วนตลาดหุ้นทั่วโลกอาจยังผันผวนอยู่บ้าง แต่มีโอกาสไม่เผชิญแรงปรับฐานรุนแรงเหมือนช่วงเริ่มต้นของวิกฤต นักลงทุนจะค่อย ๆ ปรับตัวกับข่าวสาร และกลับมาประเมินความเป็นไปได้ของการคลี่คลายความขัดแย้งในระยะต่อไป


Best Case Scenario


กรณีที่ดีที่สุดคือ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านเริ่มคลี่คลายผ่านการเจรจาหรือข้อตกลงหยุดยิง การโจมตีต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางขนส่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ ขณะที่ซาอุดีอาระเบีย UAE และคูเวตเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชย Supply ที่หายไป หากเกิดกรณีนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสรีบาวด์แรง ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยงจะกลับมาเร็ว ขณะที่ราคาน้ำมันอาจเผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนัก เพราะการพุ่งขึ้นก่อนหน้านี้เป็นผลจากความกังวลระยะสั้น มากกว่าปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปถาวร