MENU

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ ประเมินสงครามตะวันออกกลาง กดจีดีพี 0.2 - 0.7% หากน้ำมันยืนเหนือ 100 ดอลล์/บาร์เรล

 19 มี.ค. 2569 00:00

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปจนถึงแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกในระยะต่อไป


นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อการค้าและการคมนาคมขนส่งทางอากาศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินลดลงและต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในมิติการเงิน คำเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับจีดีพีโลกและของไทย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น


"เราประเมินสถานการณ์น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือนคลี่คลาย เนื่องจากทางสหรัฐฯและประเทศอื่นๆ ถูกบังคับด้วยเวลา ราคาน้ำมัน แหล่งน้ำ และอาหารที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านก็จะใช้จุดนี้กดดันต่อไปเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่อิหร่านมีก็คือ เวลา และความอดทน ขณะที่สิ่งที่สหรัฐฯและประเทศอื่นๆไม่มีคือ เวลา ความอดทนเพราะเศรษฐกิจจะพัง ดังนั้น จึงมองว่าทางสหรัฐฯจะถูกกดดันให้ต้องหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้ได้ ซึ่งหากเป็นไปตามนี้ก็น่าจะกระทบจีดีพีลดลง 0.5% แต่หากเกิดสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปก็จะมี Down side ลงไป และก็อาจจะถึง 0% ได้หากมองกรณีเลวร้าย ซึ่งจะทำให้ในไตรมาส 1 จะยังคงเติบโตได้ แต่ไตรมาส 2 จะเริ่มหดตัว และจะเห็นการถดถอยทางเทคนิคในไตรมาสถัดไป ขณะที่เงินเฟ้อมีโอกาสสูงขึ้นแตะกรอบบนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่2 .2% และทิศทางเงินบาทอ่อนค่าเนื่องจากเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน"


นายบุรินทร์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันประชาชนต้องการความมั่นใจในความเพียงพอด้านพลังงานและการหาแหล่งซื้อน้ำมันอื่นมาชดเชยส่วนที่มีปัญหาซึ่งภาครัฐจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจน และเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ถือเป็นบทเรียนที่ภาครัฐจะต้องตระหนักถึงความสำคัญในการหาแหล่งพลังงานจากภูมิภาคอื่นๆ หรือการสนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง


นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่างร้อยละ 0.2 - 0.7 หลังมองว่าสถานการณ์อิหร่านมีโอกาสยืดเยื้อ อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงาน และเป็นประเด็นเปราะบาง ทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบต่อจีดีพีดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1 - 3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75 – 90 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ร้อยละ 3 ในขณะที่จีดีพีทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต


"ประมาณการของเราจีดีพีของเรา 1.8% ถูก Down side ลงไปเมื่อเกิดการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และยกระดับความเสี่ยงขึ้นมาอีกเมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา สถานการณ์ยกระดับความเสี่ยงขึ้นอีกครั้งเมื่อมีการโจมตีแหล่งพลังงานหลักโดยตรง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามตามฉากทัศน์ที่มองไว้ใน 2 กรณีดังกล่าว ขณะเดียวกันในส่วนของการอุดหนุนราคาพลังงานนั้น จากฐานะการคลังที่มีข้อจำกัดมากขึ้น ดังนั้น จึงควรออกแบบมาตรการที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น มุ่งสู่ราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาด และสนับสนุนการปรับพฤติกรรมของผู้ใช้พลังงาน"


นายรุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทยคิดเป็นราวร้อยละ 20 ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วนราวร้อยละ 60 และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราวร้อยละ 8.1


นอกจากนี้ สงครามอิหร่านคาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราวร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 2569 คาดจะเติบโตที่ร้อยละ 11.5 ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึงร้อยละ 38.3 ในปีก่อนหน้า


นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง