MENU

กกร.รับจีดีพีโตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ห่วงบาทแข็งซ้ำเติมส่งออก - จับตาผลกระทบสหรัฐ - เวเนซุเอลา

 7 ม.ค. 2569 00:00

กกร.คาดการณ์จีดีพีปีนี้โตต่ำกว่า 2% ครั้งแรกในรอบ 30 ปี รอติดตามผลกระทบหลากปัจจัย ด้านกรณีสหรัฐฯ - เวเนซุเอลา แม้ไม่กระทบโดยตรงแต่ต้องติดตามสถานการณ์ - ผลกระทบอย่างใกล้ชิด ห่วงแนวโน้มค่าบาทยังแข็งค่ากระทบส่งออกหนักซ้ำเติมสงครามภาษีที่จะเห็นผลชัดเจนขึ้น เผยค่าบาทแข็งค่ากว่าคู่แข่งทำผู้ประกอบการต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง 12 - 13%


นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวถึง กรณีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯกับเวเนซุลา ว่า ผลกระทบโดยตรงกับไทยนั้นมีไม่มาก ปริมาณการค้าทั้งนำเข้า - ส่งออกแล้วเพียงแค่ 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี แต่สิ่งที่น่ากังวลคือผลกระทบทางอ้อม เช่น ราคาพลังงาน ซึ่งถือเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันไปประเทศจีนมาก และจีนก็ไปลงทุนทีเวเนซุเอล่ามากประมาณ 60,000 ล้านเหรียญ ซึ่้งตรงนี้เราเองก็ติดตามผลอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะความรุนแรงขึ้น ยืดเยื้อ ลุกลามหรือไม่


นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวแม้จะผลโดยตรงต่อไทยไม่มาก แต่จุดที่น่ากังวลเป็นเรื่องของการลงทุน เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากมหาอำนาจของโลกชิงความได้เปรียบในเชิงเศรษฐกิจกัน จึงต้องติดตามในจุดต่อไปว่าจะลุกลามหรือไม่ แล้วยังเป็นการแสดงถึงแสนยานุภาพทางเทคโนโลยีทางทหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีจะเป็นผู้ชนะในโลกใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนซัพพลายเชนต่างๆ ไปด้วย ดังนั้น เราจะต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลกให้ทัน พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนตัวเองตามโลกที่เปลี่ยนไปให้ทันด้วย อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ


นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯกับเวเนซุเอล่านั้น แม้จะกระทบกับไทยโดยตรง แต่ที่สำคัญคือการกระทบกับเศรษฐกิจการค้าโลกแน่นอน และประเทศไทยเองในฐานะที่ภาคส่งออกมีสัดส่วนอยู่ในจีดีพีถึง 60% คงจะหลีกเลี่ยงผลกระทบจากส่วนนี้ไปไม่ได้ โดยมองว่าการกระทำของสหรัฐฯในเรื่องของพลังงานน้ำมันนั้น ก็เพื่อพยายามให้ราคาน้ำมันลงมาอยู่ที่ 60 เหรียญต่อบาเรล เพื่อกดเงินเฟ้อของเขาให้ลง จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามว่าหากเขาเข้าไปบริหารจัดการได้ราคาน้ำมันจะเป็นอย่างไร และประเทศคู่แข่งจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจากรัสเซียเองก็เป็นหนึ่้งในประเทศที่ส่งออกน้ำมันเช่นกัน


"โลกขั้วใครขั้วมัน ปัจจัยความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่ประเทศไทยยังดีที่เรายังไม่ต้องนำเข้าอาหารมาบริโภค มีแหล่งน้ำเอง น้ำมันหากจะขาดจากส่วนนี้ไปบ้าง ก็ค่อยๆ หาเติมเอา สิ่งที่สำคัญก็คือ การประคองเศรษฐกิจให้ทนอยู่ได้ในภาวะกดดัน ให้ประชาชนมีกินมีใช้ และมีรายได้เพียงพอทั่วถึง ส่วนการเลือกตั้งหรือมีรัฐบาลเข้ามานั้น กกร.เองก็มีโครงการ 'ZERO CORRUPTION กกร.และเพื่อนไม่ทน' ที่จะฝากไว้ และไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ก็อยากจะขอให้ฟังเสียงเอกชนบ้าง เชิญเอกชนเข้าไปร่วมบ้าง ไม่ใช่ทำเองแล้วคิดเองว่าใช่ เพราะเราก็ถือว่าเป็นตัวจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยเหมือนกัน "

จีดีพีโตต่ำกว่า 2% - ห่วงบาทแข็งฉุดส่งออก


นายพจน์ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤติ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน และคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง กอปรกับผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อนหน้า ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า


"ตอนนี้ยังคงประมาณการเศรษฐกิจเดิมไว้ เพราะยังเป็นช่วงต้นปี ซึ่งเชื่อว่าในปีนี้ยังมีปัจจัยที่ยังไม่คาดคิดเข้ามาอีก นี่แค่ผ่านปีมาไม่กี่วันก็มาแล้ว ดังนั้น จึงรอติดตามสถานการณ์-ประเมินผลกระทบให้ชัดเจนขึ้นก่อนที่จะทบทวน"


นอกจากนี้ กกร. มีความกังวลต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า 8.2% ในปีที่ผ่านมา เป็นอันดับที่สองของภูมิภาค ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกเสมือนการที่ภาคธุรกิจโดนเรียกเก็บภาษี (tariff) เพิ่มเติม เป็นการเซาะกร่อนภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ส่งออก จึงอยากให้หน่วยงานการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องดูแลการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีการแข็งค่าตามราคาทองคำ และบทบาทของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยต่อค่าเงินบาท โดย กกร. สนับสนุนให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ connect the dots เพิ่มการรับรู้แหล่งที่มาของเงิน ข้อมูลเชิงลึกของเงินบาทของบุคคลที่ไม่ได้มีถิ่นพำนักในประเทศไทย โดยไม่ยึดติดกับกรอบการกำกับเดิมๆ และป้องกันไม่ให้ธุรกรรมดังกล่าวบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันและภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า เงินบาทของไทยในปีที่ผ่านมา แข็งค่ากว่า 8% เมื่อเทียบกับเวียดนามซึ่้งเป็นประเทศคู่แข่งอ่อนค่า 3.4% ดังนั้น เท่ากับผู้ประกอบการไทยเสียต้นทุนในการส่งออกสูงกว่าคู่แข่งถึง 12 - 13% ถือว่าสูงและกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยมาก และในปีนี้ซึ่้งการค้าโลกเองก็ได้รับผลกระทบจากรอบด้านเพิ่มเติม ดังนั้นจึงอยากให้ผู้ที่กำกับดูแลแก้ปัญหานี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อศักยภาพการการส่งออกและผู้ประกอบการส่งออกด้วย

นายผยง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมาเราเผชิญกับสภาวะการณ์ที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่า ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และกระทบต่อค่าการส่งออก ดังนั้น ทำอย่างไรให้การแข็งค่าของเงินบาทไม่โดดเด่น ไม่ใช่ TOP 2 ไม่สูงกว่าประเทศคู่ค้า ซึ่งการที่เงินบาทแข็งค่ากว่าประเทศคู่แข่งมากขึ้นเท่าไหร่ ก็เท่ากับไทยเสียภาษีทางการค้าเพิ่มขึ้นแต่เป็นในรูปของการแข่งขันเพื่อส่งออก ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อแข็งค่าของเงินบาทที่เพิ่มเข้ามานั้น ยึดโยงกับ 2 เรื่องคือการซื้อขายทองคำ และการซื้อขาย Digital Asset ซึ่งตรงนี้จะต้องมีข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้รอบด้านของธุรกรรมเหล่านี้ เพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างเป็นระบบ ซึ่งก็อยู่ระหว่างดำเนินการของผู้กำกับดูแลที่ต้องติดตามต่อไป เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นกระทบกับ Real Sector และผู้ประกอบการของไทย


นอกจากนี้ ในปีนี้กกร. เล็งเห็นโอกาสครั้งสำคัญของไทย ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ประกอบด้วย การประชุม IMF-World Bank Group Annual Meeting 2026 “Thailand’s New Horizons : Empowering People, Building Resilience” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจการเงินระดับโลก และแนวทางการรับมือกับความท้าทายต่างๆจากผู้บริหารเบอร์ 1 ของโลกจากทุกอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งเป็นโอกาสที่มีค่ายิ่งในการส่งเสริมภาพลักษณ์ (Re-Branding) ทำให้ประเทศไทยอยู่ใน Supply Chain ของโลก ขับเคลื่อนนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและในสิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ซึ่งจะมีการจัดประชุมต่อเนื่องตลอดทั้งปีไปจนถึงงานประชุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ จึงต้องเร่งเตรียมความพร้อมโดยเร็วที่สุด โดย กกร. จะจัดตั้งคณะทำงานย่อยของ กกร. เพื่อประสานงานและร่วมเตรียมการกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป