
ทิสโก้ ประเมินปี 69 หุ้นไทยยังไม่สดใส เปิด 3 ธีมการลงทุน แนะกระจายพอร์ตลงทุนต่างประเทศ
8 ม.ค. 2569 00:00
ทิสโก้ (TISCO) ประเมินปี 69 ตลาดหุ้นไทยยังไม่สดใส ดัชนีสูงสุดอยู่ที่ระดับ 1,388 จุด พร้อมเปิด 3 ธีมการลงทุน แนะกระจายพอร์ตลงทุนต่างประเทศ ชูตลาดหุ้นสหรัฐฯ อินเดีย เวียดนาม ขณะที่กลุ่มธุรกิจ AI และธุรกิจการแพทย์รองรับสังคมผู้สูงอายุยังน่าสนใจ
นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP® Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า ปี 2569 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าก้าวเข้าสู่ช่วง ‘Beyond the Turning Point' จากความตึงเครียดทางการค้าที่เริ่มผ่อนคลาย ภาวะดอกเบี้ยต่ำที่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่ง Bloomberg Consencus ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกยังมีสัญญาณการเติบโตเชิงบวกใกล้ระดับ 3% ขณะที่เงินเฟ้อในประเทศพัฒนาแล้วลดลงสู่กรอบ 2 - 3% หนุนให้ธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง
ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังมีปัญหา และปัจจัยภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้คาดการณ์จะมีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในอัตรา 0.25% ในปีนี้ และอาจจะปรับลดลงอีก 0.50% หากมีความจำเป็น
ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังมีความท้าทายในหลายปัจจัยอยู่ รวมถึงอยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง จึงยังไม่มีปัจจัยเอื้อต่อการเข้ามาลงทุนมากนัก และกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ปีนี้ยังเสี่ยงเติบโตน้อย รวมถึงปัจจัยกระทบทั้งภายในและภายนอกที่เข้ามากระทบ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยโอกาสอัพไซด์สูงมีน้อยมากไม่ถึง 10%
นอกจากนี้ ยัง Underweight ตราสารหนี้ไทยระยะกลาง - ยาว จากระดับบอนด์ ยิลด์ไทยที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน และมีความเสี่ยงที่จะปรับขึ้นในปีหน้า โดยแนะนำให้ “สับเปลี่ยนการลงทุน” ไปยังตราสารหนี้ระยะสั้นที่ยังให้ระดับดอกเบี้ยสูงกว่าอย่างชัดเจนและช่วยลดความเสี่ยงจากการปรับขึ้นของยอนด์ยิลด์ไทยในระยะถัดไป
ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว TISCO Wealth Advisory จึงแนะนำนักลงทุนกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดลงทุนต่างประเทศเป็นหลัก กับ 3 ธีมหัวใจของกลยุทธ์การลงทุนปี 2569 ได้แก่
1. โตจากศักยภาพในประเทศ (Independence) โดยมองการเปลี่ยนแปลงทางการค้าและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานทำให้หลายประเทศหันมาเน้นการเติบโตจากศักยภาพภายใน ทั้งการผลิต การบริโภค และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจแข็งแรงและสนับสนุนกำไรบริษัทเติบโตสูง โดยแนะนำ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ตลาดหุ้นอินเดีย และตลาดหุ้นเวียดนาม
ทั้งนี้ คาดการณ์การเติบโตกำไรตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวราว 14 %โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากตลาดพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐฯซึ่งคาดว่าจะเติบโตถึง 15% รวมถึงตลาดเกิดใหม่ยังคงโดดเด่นนำโดย อินเดีย และเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตเชิงโครงสร้างสูงต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศไทย EPS จะเติบโตเพียง 2% ต่ำที่สุดในภูมิภาคสะท้อนข้อจำกัดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและผลประกอบการที่ฟื้นตัวช้ากว่าตลาดอื่นๆ ในเอเชีย
“จาก EPS ของตลาดหุ้นแต่ละแห่ง ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นสหรัฐฯหรือเวียดนามแล้ว ก็จะเห็นว่าตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทนในระดับต่ำสุด ดังนั้น เราจึงยังแนะนำการลงทุนในตลาดต่างประเทศมากกว่าในปีนี้ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้คาดการณ์ที่ 1388 จุด"
2. ธุรกิจแห่งอนาคต (Intelligence) โดยปี 2569 ถือเป็นจุดแกร่งของ Megatrends ทางด้าน AI , สังคมผู้สูงอายุ และ Utilities ที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพการแข่งขันด้านธุรกิจมากขึ้น
"ในเรื่องที่มีหลายๆ คนกลัวเรื่องฟองสบู่กลุ่ม AI นั้น ปัจจุบันหากพิจารณาแล้ว สัดส่วน PEG แล้วปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณเกือบ 3 เท่านั้น และเท่าที่ดูเม็ดเงินที่เข้ามาลงทุนใช้เม็ดเงินที่เป็นกระแสเงินสดมากกว่าเงินกู้ยืมจึงมองว่ายังน่าสนใจ”
3. เกราะป้องกันพอร์ตผันผวน (Instability Armor) เพื่อป้องกันความผันผวนของตลาดทั้งจากนโยบายการเงินและการคลังที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศนักลงทุนจึงควรใช้สินทรัพย์ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพพอร์ต แนะนำพันธบัตรระยะสั้น,ทองคำ และน้ำมัน
สำหรับน้ำหนักในการจัดพอร์ตลงทุนสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ เน้นลงทุนหุ้นทั่วโลกประมาณ 60 - 80% ไปตามเชกเตอร์ต่างๆ พร้อมกับเพิ่มตราสารหนี้และทองคำเข้าไปด้วย ขณะที่นักลงทุนที่ยังเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทยสามารถให้น้ำหนักในพอร์ตประมาณ 10 - 15% โดยเน้นในกลุ่มเงินปันผลที่มีอัตราผลตอบแทนในระดับประมาณ 4% ส่วนผลตอบแทนจากคำแนะนำการลงทุนของ TISCO ผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยมากกว่า 10% แต่พอร์ตนักลงทุนที่มีหุ้นไทยผสม ผลตอบแทนเฉลี่ย 7 - 8% ต่อปี




ยอมรับการใช้งานคุกกี้ เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ การใช้งานที่ดีที่สุด