MENU

“วิทัย” ชี้เศรษฐกิจไทยเปราะบาง แนะ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” หนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

 10 ก.พ. 2569 00:00

ผู้ว่าแบงก์ชาติ "วิทัย" ประเมินเศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง จีดีพีปี 69 ขยายตัว 1.5 - 1.8% ย้ำดอกเบี้ยไม่ใช่ยาวิเศษแก้ได้ทุกปัญหา ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวและยั่งยืน


นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ว่า ธปท. คาดการณ์การขยายตัวผลิตภัณฑ์มวงรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2569 จะขยายตัวได้ประมาณ 1.5 - 1.8% ต่ำกว่าศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ควรจะอยู่ในระดับ 3 - 4% ต่อปี แม้ภาคการท่องเที่ยวจะยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก แต่การเติบโตที่พึ่งพาภาคบริการเป็นหลัก ขณะที่ภาคการผลิตและการลงทุนใหม่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้โครงสร้างการเติบโตไม่สมดุล และเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก


"เศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงฟื้นช้า เปราะบาง และต้องบริหารความเสี่ยงสูง โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานระยะยาวเพื่อหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำ เศรษฐกิจไทยไม่ได้ทรุดตัว แต่ยังไม่แข็งแรงพอ การฟื้นตัวมีแต่ไม่ทั่วถึง และยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ มิฉะนั้นการเติบโตจะต่ำต่อเนื่อง”


สำหรับประเด็นนโยบายดอกเบี้ยที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นั้น นายวิทัย กล่าวว่า นโยบายการผ่อนคลายดอกเบี้ยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาระยะสั้น กลายเป็นการสร้างความเสี่ยงในระยะยาว “ดอกเบี้ยไม่ใช่เครื่องมือแก้ทุกปัญหา หากลดดอกเบี้ยโดยไม่ดูบริบท อาจกระตุ้นการก่อหนี้เพิ่ม และซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงอยู่แล้ว ธปท. จึงยังคงใช้นโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยให้น้ำหนักกับเสถียรภาพระบบการเงินเป็นหลัก พร้อมติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งทิศทางดอกเบี้ยประเทศหลัก เงินทุนเคลื่อนย้าย และความผันผวนของตลาดการเงิน


นายวิทัย มองว่า ความท้าทายใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ไม่ได้อยู่ที่วัฏจักรเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่สะสมมาเป็นเวลานาน และยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ถ้าเรามองปัญหาเศรษฐกิจไทยแค่เรื่องดอกเบี้ยหรือมาตรการระยะสั้น เราจะวนอยู่ในจุดเดิม เพราะปัญหาหลักคือโครงสร้างรายได้ การผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาภาคการผลิตและบริการแบบเดิมเป็นหลัก ขณะที่การลงทุนใหม่ในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังเกิดขึ้นจำกัด ส่งผลให้ผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศเติบโตช้า และรายได้แรงงานไม่เพิ่มตามค่าครองชีพ


โดยหนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย คือ หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 90% ของจีดีพี แม้ในช่วงหลังจะเริ่มชะลอลง แต่ยังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในภูมิภาค และปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยได้ได้อยู่ที่ "ปริมาณ" เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างของหนี้ ที่ส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค ไม่ได้สร้างรายได้หรือเพิ่มศักยภาพในอนาคต


“หนี้ที่ไม่สร้างรายได้จะลดความสามารถในการใช้จ่าย ลดการออม และทำให้ครัวเรือนเปราะบางต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภาระหนี้ที่กระจุกตัวในกลุ่มรายได้ต่ำและปานกลาง ยังส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศฟื้นตัวช้ากว่าที่ควร แม้รายได้บางกลุ่มจะเริ่มปรับดีขึ้นจากภาคท่องเที่ยวและบริการก็ตาม” นายวิทัย กล่าว

ด้านเสถียรภาพระบบการเงิน สถาบันการเงินไทยยังมีความแข็งแกร่ง แต่ยอมรับว่าหนี้ครัวเรือนระดับสูงยังเป็นความเสี่ยงเชิงระบบ หากเศรษฐกิจชะลอตัวมากกว่าคาด การแก้ปัญหาหนี้จึงต้องทำอย่างรอบคอบ ปรับโครงสร้างตามศักยภาพรายได้ ไม่ใช้มาตรการเหมารวม


สำหรับภาคเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญ การฟื้นตัวหลังโควิดยังไม่เท่ากัน เอสเอ็มอีจำนวนมากเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งต้นทุนทางการเงิน ค่าแรง และพลังงาน ขณะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่ โดยเฉพาะรายที่พึ่งพากำลังซื้อในประเทศ ปัญหาหนี้เอสเอ็มอีจึงเป็นเรื่อง “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” การอัดสินเชื่อเพิ่มโดยไม่ดูศักยภาพธุรกิจ อาจสร้างปัญหาระยะยาว


ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์ อยู่ในช่วงชะลอตัวตามกำลังซื้อ ไม่ใช่วิกฤตเชิงระบบ ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยถูกกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูงและต้นทุนการเงิน ขณะที่ระบบสถาบันการเงินยังแข็งแรง และยังไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่ มาตรการ Loan to Value (LTV) ถูกออกแบบมาเพื่อดูแลเสถียรภาพในระยะยาว ไม่ใช่สกัดการเติบโต และพร้อมปรับให้เหมาะสมตามบริบทเศรษฐกิจ


อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยและภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การเพิ่มผลิตภาพ และการฟื้นรายได้ของประชาชน หากรายได้ไม่เติบโต ความเชื่อมั่นก็ไม่กลับ และเศรษฐกิจจะยังเดินหน้าได้อย่างจำกัดต่อไป


“ความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป คือการทำให้การเติบโต กระจายตัวอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมความสามารถในการรับมือกับความผันผวนในอนาคต “การเติบโตที่ดี ไม่ใช่แค่ตัวเลขจีดีพี แต่ต้องทำให้คนส่วนใหญ่มีความมั่นคงทางการเงิน และเศรษฐกิจมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง” นายวิทัย กล่าว