MENU

CGSI หั่นเป้า SET เหลือ 1,200 จุด ประเมิน สหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าฉุด GDP ไทย 0.9 - 1.2%

 3 เม.ย. 2568 00:00

บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ประเมินสหรัฐฯเก็บภาษีตอบโต้ไทยสูงกว่าคาด อาจกระทบ GDP ไทย 0.9-1.2% และคาดกระทบ EPS ตลาดหุ้นไทย 10% ปรับลดเป้าดัชนี SET ปี 68 มาที่ 1,200 จุด จากเดิมคาด 1,380 จุด


ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯประกาศเก็บ “ภาษีพื้นฐาน” (baseline tariff) ในอัตรา 10% จากสินค้า ทั้งหมดที่นำเข้ามาในประเทศ พร้อมปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีนในอัตรา 34%, สหภาพยุโรป (EU) 20%, เวียดนาม 46%, ไต้หวัน 32% และไทย 36% ตามรายงานข่าวของ CNBC


โดยทำเนียบขาวประเมินว่า อัตราภาษีของไทยรวมมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯอยู่ที่ 76% ส่วน Yahoo Finance ประมาณการว่าสหรัฐฯเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) สินค้านำเข้าจากไทย 36% ขณะที่ Reuters รายงานว่าอัตราภาษีใหม่จะมีผลวันที่ 9 เม.ย. 68 และจะเก็บจากประเทศต่างๆประมาณ 60 ประเทศ ส่วนอัตราภาษีพื้นฐาน 10% จะมีผลวันที่ 5 เม.ย. 68


ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ระบุว่า รัฐบาลไทยคาดการณ์ว่า reciprocal tariff จะกระทบมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยประมาณ 7 - 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 13 - 15% ของมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ หรือ 2.3% ของมูลค่าการส่งออกของไทยในปี 67


ขณะที่รัฐบาลมีแผนนำเข้าสินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯมากขึ้น รวมทั้งส่งเสริมให้บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์ฯมองว่า การปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรอาจทำได้ยาก เพราะรัฐบาลต้องปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรในประเทศ


ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า หากตั้งสมมติฐานว่าภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าและมูลค่าการนำเข้าสินค้าของไทยลดลง 10% yoy ในปี 68 ผลลบสุทธิต่อ GDP ไทยน่าจะมีประมาณ 0.5% อย่างไรก็ตามเมื่อมูลค่าการส่งออกสินค้าลดลงก็มักจะฉุดการบริโภคภาคเอกชนลดลงตาม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างเช่นพนักงานโรงงานที่อาจไม่ต้องทำงานล่วงเวลา ซึ่งส่วนนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.4 - 0.7% ดังนั้นเมื่อรวมผลกระทบจากทั้งสองส่วน เชื่อว่าผลกระทบโดยรวมต่อ GDP ไทยในปี 68 น่าจะอยู่ที่ 0.9 - 1.2% หากปัจจัยอื่นไม่เปลี่ยนแปลง


ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า ผลกระทบที่แท้จริงจาก reciprocal tariff ของสหรัฐฯอาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงประมาณการว่า EPS ของตลาดหุ้นไทยน่าจะได้รับผลกระทบประมาณ 10% จึงปรับลดเป้าดัชนี SET สิ้นปีนี้จากเดิม 1,380 จุด (P/E 14 เท่า ในปี 69) มาที่ 1,200 จุด ซึ่งยังเท่ากับ P/E 13.4 เท่า ใน ปี68 หรือ -1SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี แนะนำให้ลงทุนในหุ้นปลอดภัยที่เน้นธุรกิจในประเทศ (domestic defensive) และหุ้นปันผลสูงหุ้น Top pick ประกอบด้วย BH, CBG, CPALL, CPN, HANA, KTB, MINT, MTC, PTTEP, SCB, PR9 และ SIRI


โดยมองว่าการที่ มาตรการภาษีของสหรัฐฯส่งผลกระทบต่อไทยรุนแรงกว่าคาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็น  downside risk ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐอาจช่วยหนุน SET